วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ตั๊กแตน ชลดา - แฟนเก็บ

ตั๊กแตน ชลดา - แฟนเก็บ ♫

อย่าให้ใครรู้ว่าเราคบกัน คือคำที่เธอนั้นย้ำเตือนฉันอยู่
เธอบอกว่างจากตัวจริง แล้วเธอจะรีบมาเจอ
รู้ไหมน้ำตาฉันเอ่อ เมื่อเธอหันหลังจากลา

ล่ามโซ่หัวใจฉันไว้ใช้งาน
แต่ไม่ให้ความสำคัญ ยกย่องออกหน้าออกตา
เป็นตุ๊กตาคลายเหงา อยู่ห้องเช่าคอยเธอโทรมา
เมื่อเธอนึกอยากมาหา ฉันจึงมีค่าในฐานะแฟน

*แฟนเก็บอยู่แบบเจ็บๆอย่างคนเป็นน้อย
มีหน้าที่คอย ช่วยเธอบรรเทายามเหงาอ้อมแขน
ไม่ใช่ตัวจริง เป็นไม่ได้แม้แต่ตัว
แค่คนที่เธอหลบแฟน แอบมาหาเวลาใจเฉา

**หากใครสักคนเขาเดินเข้ามา
คบฉันออกหน้าออกตา ให้เกียรติว่าฉันคือแฟนเขา
อยากถามเธอดูสักคำ ปล่อยฉันไปได้หรือเปล่า
หรือจะขังฉันไว้ในเงา ทำหน้าที่แฟนเก็บจนตาย

(*,**)

อยากถามเธอดูสักคำปล่อยฉันไปได้หรือเปล่า
หรือจะขังฉันไว้ในเงาเป็นแฟนเก็บของเธอจนตาย


พอล ซอร์ซี่ บิดาแห่งน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์บีบเย็น

ดร.บรูซ ไฟฟ์ นักโภชนศึกษาผู้แต่งหนังสือ Coconut Cures เขียนคำอุทิศไว้ในหนังสือของเขาว่า
" ขอมอบหนังสือเล่มนี้เป็นอนุสรณ์แด่ พอล ซอร์ซี่ และวิสัยทัศน์ของเขา ในการเผยแพร่สรรพคุณการรักษาของน้ำมันมะพร้าวไปทั่วโลก "

พอร์โฟริโอ (พอล) ซอร์ซี่ เกิดที่ฟิลิปปินส์เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 1895 เป็นบุตรคนที่สองในจำนวนพี่น้องห้าคน พ่อของพอลเป็นนักเทศน์ในคริสตศาสนานิกายโปรแตสแตนต์ เมื่อลูกบ้านป่วย พ่อของพอลจะรักษาพวกเขาด้วยน้ำมันมะพร้าวซึ่งเป็นยาพื้นบ้านที่ใช้กันมาจน เป็นประเพณีอยู่ในฟิลิปปินส์ขณะนั้น เขาทำน้ำมันมะพร้าวด้วยตนเองโดยอาศัยวิธีการที่สืบทอดกันมาจากพ่อของพ่อของ พ่อ พอลได้เรียนรู้วิธีทำน้ำมันมะพร้าวสดบริสุทธิ์จากที่นั่น

ชีวิต วัยเด็กของพอลทำไร่ทำนาอยู่ที่บ้าน จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ราชนาวีสหรัฐเริ่มเกณฑ์ชาวฟิลิปปินส์เข้ารับราชการทหาร (ขณะนั้นฟิลิปปินส์เป็นดินแดนภายใต้อาณัติของอเมริกา) พอลหนุ่มจึงสมัครเข้าเป็นพ่อครัว เขารับใช้กองทัพเรืออยู่สามปี ภายหลังสงครามโลกยุติ พอลลาออกจากทหารมาทำงานเป็นพ่อครัวอยู่ในเรือพาณิชย์จนกระทั่งปี 1925 หลังจากนั้นพอลย้ายไปนิวยอร์ค อาศัยในหมู่บ้านกรีนวิชกับเพื่อนๆชาวฟิลิปปินส์ของเขา ฝีมือพ่อครัวของเขาได้รับการฝึกฝนให้ดียิ่งขึ้นเมื่อเขาได้เข้าทำงานใน โรงแรมหรูอย่าง วอลดอร์ฟแอสโตเรีย พอลยังเคยทำงานให้กับตระกูลมั่งคั่งหลายตระกูล โดยเป็นทั้งพ่อครัว คนขับรถ และพ่อบ้าน พอลจะปรุงหารรสอร่อย คอยดูแลลูกเจ้านาย รวมทั้งดูแลสัตว์เลี้ยงและรถยนต์

ครั้ง หนึ่งเขาทำงานให้ตระกูลไครสเลอร์ โอกาสหนึ่งพอลเล่าว่า เจ้านายบอกพอใจในผลงานของเขาและเขาสมควรได้รับรางวัล จากนั้นไม่นาน เจ้านายของพอลตายด้วยเหตุเครื่องบินส่วนตัวตก เขาทิ้งเงินไว้ให้พอลก้อนหนึ่งที่พอลอธิบายว่าเป็น"เงินก้อนใหญ่" ส่วนจะใหญ่แค่ไหนนั้นผมไม่เคยรู้ แต่สงสัยว่าไม่น่าจะใช่แค่สองพันสามพันเหรียญ จากการที่รู้อยู่แล้วว่าพอลดำเนินชีวิตอย่างมัธยัสถ์เพียงไร เงินจำนวนนี้น่าจะทำให้พอลเป็นหลักเป็นฐาน แต่พอลกลับมอบมันแก่เพื่อนชาวฟิลิปปินส์ของเขา เพื่อนำไปใช้เป็นทุนเข้าศึกษาที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบียโดยไม่หวังจะได้คืน เขาบอกกับเพื่อนของเขาว่า เมื่อเป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียงแล้วให้นำเงินไปช่วยเหลือพี่น้องชาวฟิลิปปินส์ ต่อไป นี่แหละพอล คอยช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ

พอ ลเริ่มทำน้ำมันมะพร้าวเพื่อช่วยเหลือผู้คนที่เจ็บป่วย เหมือนกับที่พ่อของเขาเคยทำ อย่างไรก็ดี น้ำมันมะพร้าวของพ่อของเขาทำด้วยวิธีโบราณ มีส่วนผสมของน้ำปนอยู่มาก เก็บไว้ได้แค่สองสามสัปดาห์ก็เหม็นหืน พอลจึงปรับปรุงสูตรดั้งเดิมของพ่อเขาเสียใหม่โดยสกัดน้ำออกทั้งหมด ทำให้สามารถเก็บรักษาได้นานไม่จำกัด ใช้แล้วลื่นกว่า และแทรกซึมผ่านผิวหนังได้ง่ายกว่ามาก

พอ ลเกษียณในปี 1952 เมื่อมีอายุครบ 57 เขาตัดสินใจทำน้ำมันมะพร้าวของเขาออกขายแบบเต็มเวลา "เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์, ตอบสนองความต้องการของมนุษย์" พอลกล่าว "มันทำให้คุณมีความสุข, สุขภาพแข็งแรง, และงดงาม, มันแทรกซึมผ่านรูขุมขน, เข้าสู่ศูนย์กลางประสาท ช่วยให้อายุยืนยาว สุขภาพดี" ช่วงชีวิต 45 ปีที่เหลือต่อมาของพอลอุทิศให้กับ การเผยแพร่วิธีส่ร้างเสริมสุขภาพด้วยน้ำมันมะพร้าวของเขา

ชื่อเสียงของพอลและน้ำมันมะพร้าวเป็นที่รู้จักกันดีทั่วทั้งเมือง หนังสือพิมพ์หลายฉบับตีพิมพ์เรื่องของพอลและน้ำมัน'โคเพียว' (น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์) ของเขา บริษัทผลิตเครื่องสำอางยักษ์ใหญ่สองสามบริษัทเสนอซื้อสูตรลับการทำน้ำมัน มะพร้าว แต่พอลปฏิเสธไปทั้งหมด การได้ลงมือทำพร้อมกับควบคุมคุณภาพด้วยตัวเองเป็นสิ่งสำคัญกว่าการได้มาซึ่ง เงินทอง

ผู้ คนทั่วทั้งนิวพอร์ทต่างมาหาเขาเพื่อซื้อน้ำมันมะพร้าวหรือมาขอคำปรึกษา เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ การรักษาของพอลจะใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นหลักเสมอ มันเป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นเดียวที่เขาขาย ลูกค้า ของพอลมาจากทุกสาขาอาชีพ นอร์ม่า เทเลอร์ โปรเทนนิสเป็นลูกค้าประจำเช่นเดียวกับ ดิ๊ค เกรกอรี่ นักเขียนเรื่องขำขันและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง, แคธลีน คอตตา ผู้ทำไร่สมุนไพรอยู่ที่พอร์ทสมัทธ์ จะแวะมาซื้อน้ำมันมะพร้าวคราวละสองขวด ขวดหนึ่งไว้ใช้ภายนอก อีกขวดไว้รับประทาน "เชื่อหรือไม่" เธอพูด "ฉันเหยาะมันในน้ำชาหรือกาแฟ มันเหมือนวิตะมินเลย"

ที่ร้านของพอลมัก เตรียมอาหารหม้อใหญ่เผื่อไว้หนึ่งอย่างสำหรับคนที่กำลังหิว เขาจะเสิร์ฟมันแก่ลูกค้าประจำ เพื่อนสนิท หรือกับใครๆที่แวะเข้ามา ทุกๆวันจะมีชายตาบอดคนหนึ่งเดินเคาะไม้เท้ามาตามถนนเทมส์จนถึงร้านของเขา พอลจะจัดอาหารเลี้ยงดูชายตาบอดอย่างดีราวกับพระราชา เขาทำเช่นนี้ทุกวันเป็นปีๆและคิดค่าอาหารเพียงหนึ่งหรือสองดอลลาร์ ที่พอลต้องคิดเงินก็เพื่อไม่ให้ชายตาบอดรู้สึกเคอะเขิน เขายังทำเช่นนี้กับคนติดเหล้าคนหนึ่งที่โผล่มาเป็นครั้งคราว พอล เป็นชายร่างเล็กที่สูง 5 ฟุต 1 นิ้วและหนักเพียง 120 ปอนด์ แต่หัวใจของเขายิ่งใหญ่นัก

ธุรกิจของพอลคือน้ำมันมะพร้าวที่เขารักอย่างจริงจัง บทสนทนาของพอลถ้าไม่เริ่มต้นก็ต้องจบลงด้วยเรื่องน้ำมันมะพร้าว พอลมักพูดว่า "มะพร้าวเป็นราชาของอาหาร มะม่วงเป็นราชินี" พอลเคยยกขวดน้ำมันมะพร้าวขึ้นพร้อมพูดว่า "ความลับของการมีสุขภาพดีอยู่ในขวดนี้ คนเป็นล้านทั่วโลกต้องตายไปเพราะเจ็บไข้หรือหิวโหย รู้แล้วก็ได้แต่เศร้าใจเพราะตัวผมมีคำตอบอยู่ในมือ"

พอ ลไม่เคยมีกลิ่นตัวหรือกลิ่นปาก ซึ่งเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ เพราะตลอดเวลาที่รู้จักกันมา 25 ปี พอลไม่เคยอาบน้ำฟอกสบู่เลย เขาใช้การนวดตัวด้วยน้ำมันมะพร้าวทุกวันตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าแทน เขาจะดื่มมันเล็กน้อย ถ้าวันไหนรู้สึกไม่ดีก็จะดื่มมากหน่อย ด้วยสุขภาพและสภาวะทางร่างกายที่ดีเยี่ยม บวกกับใบหน้าที่ไม่มีริ้วรอยแม้จะอยู่ในวัย 70-80 ปีของพอลเป็นตัววัดได้อย่างดีว่าน้ำมันมะพร้าวของเขาให้ผลเช่นไร
ปี 1995 พอล ซอร์ซี่ฉลองวันเกิดอายุครบ 100 ปี ได้รับเกียรติจากเทศบาลเมืองรีโฮบอทช์ แมสซาชูเซ็ท ยกย่องให้เป็นพลเมืองอาวุโสที่สุด พอลยังคงมีสติแจ่มใสและกระฉับกระเฉง เขาทำสลัดมันฝรั่งและไข่เดฟเวิลด์เลี้ยงแขกที่มาร่วมฉลองในงาน

พอล ซอร์ซี่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 1998 ด้วยวัยอันน่าทึ่ง 102 ปี คนที่รู้จักต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เขาดูอ่อนวัยและกระฉับกระเฉงกว่าอายุ ยังคงง่วนกับการบดมะพร้าวเพื่อทำน้ำมันอย่างทะมัดทะแมงไปจนบั้นปลายชีวิต เป็นข้อยืนยันได้อย่างดีว่าน้ำมันมะพร้าวของเขาใช้ได้ผลเพียงไร พอลนับว่าเป็นผู้ค้นพบยาอายุวัฒนะที่แท้จริง

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2552

Conc. Collagen คอลลาเจน


คอลลาเจน คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่อยู่ใต้ชั้นหนังแท้ โปรตีนแห่งความงามที่ว่านี้ มีชื่อเรียกว่า คอลลาเจนโปรตีน เป็นโปรตีนสำคัญของผิวหนัง เพราะเป็นส่วนสปริงของผิวหนัง ในการสร้างความตึงให้กับผิวหนังชั้นหนังแท้ หากอยากลองสัมผัสความตึงของคอลลาเจนโปรตีน ลองจับแก้มเด็กตัวเล็ก ๆ ดู จะสัมผัสได้ทันที ถึงความใส ตึง ที่ผิวแก้ม หรือ ดูเด็กวัยรุ่นที่กำลังแตกเนื้อหนุ่มสาว จะเห็นว่าผิวพรรณตึงเปรี๊ยะทีเดียว ปัจจุบันนี้จะมีการพูดถึง คอลลาเจน กันอย่างกว้างขวางในวงการเครื่องสำอาง และ ความงาม

คอลลาเจน เป็นภาษากรีก แปลว่า กาว ทำหน้าที่เป็นกาวเชื่อมเซลล์แต่ล่ะเซลล์เข้าด้วยกัน คอลลาเจนโปรตีนมีปริมาณมากถึง 1 ใน ของโปรตีนในร่างกาย คอลลาเจนใต้ผิวหนังของเรา จะอยู่ในผิวหนังชั้นหนังแท้ คอลลาเจนทำหน้าที่เสริมความเรียบตึงของผิวหนัง ทำให้ผิวแข็งแรง และเรียบเนียน
ภายหลังอายุ 20 ปี คอลลาเจนโปรตีนจะเสื่อมสภาพลง ทำให้ชั้นผิวหนังมีการยุบตัวลง ต้นเหตุของความเหี่ยวย่น ริ้วรอย และความชราของผิวพรรณ ริ้วรอยแรกจะเป็นรอยตีนกา เพราะผิวหนังรอบดวงตา มีความบอบบางมาก อีกทั้งกล้ามเนื้อรอบดวงตาก็เป็นกล้ามเนื้อวงกลม ไม่มีอะไรยึด ผิวรอบดวงตาก็เลยจะเหี่ยวง่ายกว่าที่อื่น การรับประทานคอลลาเจนโปรตีน จะช่วยชะลอความเหี่ยวตรงนี้ คอลลาเจนมีคุณสมบัติ ทำให้กล้ามเนื้อกระชับไม่หย่อนยาน ผิวหนังไม่เหี่ยวย่น อีกทั้งยังบำรุงเล็บ และเส้นผมให้มีสุขภาพดีอีกด้วย

การเสริมสร้างคอลลาเจนด้วยการรับประทาน
มีการนำสารสกัดโปรตีนจากปลาทะเลบางประเภท ซึ่งมีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายกับโครงสร้างของคอลลาเจนของผิวคน โดยวิธีการ (Enzymatic Hydrolysis) ,มาทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แล้วพบว่าภายหลังการรับประทานไประยะหนึ่ง จะสามารถช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน และช่วยให้ริ้วรอยต่าง ๆ จางหาย การนำสารสกัดโปรตีนคอลลาเจน เข้าสู่ร่างกายเพื่อผลในการบำรุงผิว และลดริ้วรอยนั้น ปกติทำได้ 2 วิธีคือ โดยการรับประทานในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือ โดนการฉีดเข้าใต้ผิวหนังชั้นหนังแท้ วิธีการรับประทานจึงเป็นวิธีการที่สะดวกกว่า ผลที่ได้รับจากการบริโภค คอลลาเจน อย่างต่อเนื่อง จะช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ลดริ้วรอยเหี่ยวย่นของผิวหนังอย่างได้ผล และทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น นุ่มเนียนขึ้น
คอลลาเจนโปรตีน เป็นโปรตีนที่มีโครงสร้างโมเลกุลใหญ่มาก ดังนั้นคอลลาเจนไม่สามารถซึมผ่านผิวหนังได้ด้วยการทา ส่วนครีมต่าง ๆ ที่มีขายตามท้องตลาด ที่มีส่วนผสมของคอลลาเจน ก็จะเป็นการผลักคอลลาเจนให้อยู่ได้แค่ชั้นหนังกำพร้า แต่เนื่องจากคอลลาเจนมีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ประมาณ 30 เท่าของน้ำหนักตัวมัน ทำให้ผิวหนังกำพร้าชุ่มชื้นขึ้น แต่ไม่สามรถแก้ไขปัญหาริ้วรอยได้อย่างแท้จริง เพราะการเสริมสร้างคอลลาเจน จะต้องเข้าสู่ด้วยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง และการรับประทานเท่านั้น

สารอาหารที่จำเป็นในการลดความอ้วน


สารอาหารที่จำเป็นในการลดความอ้วนเรื่องที่คุณต้องรู้เพื่อสุขภาพ&เรือนร่าง เเบ่งได้เป็น2 ประเภทใหญ่ๆคือ
1. สารอาหารประเภทดูดซับน้ำและสารอาหารที่ละลายน้ำ มีคุณสมบัติในการสกัดกั้นการดูดซึมสาร อาหารจำพวกเเป้ง คาร์โบไฮเดรต เเละดักจับไขมันได้ดี
2. สารอาหารประเภทเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญพลังงาน จะมีคุณสมบัติ ในการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อซึ่งมวลกล้ามเนื้อจะต้องการเเครอรี่ในการเผาผลาญพลังงาน ในทางกลับกันจะเป็นตัวลดไขมันที่เป็นตัวสะสมเเครอรี่
ตัวอย่าง สารอาหารที่จำเป็นประเภทดูดซับน้ำเเละสกัดไขมันเเละสารอาหารที่ละลายน้ำ

Fiberหรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ไฟเบอร์ นั้น นับเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่เราที่รับประทานกันอยู่ทุกวัน และพบว่าเส้นใยอาหารเหล่านี้จะมีอยู่สูงในอาหารจำพวกผักและผลไม้ เส้นใยอาหารชนิดที่ไม่ละลายน้ำ (Insoluble Fiber) เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะไม่สามารถถูกย่อยเป็นอาหารได้ แต่มีคุณสมบัติในการพองตัว และความสามารถในการดูดซับน้ำและสารอาหารที่ละลายได้ในน้ำ โดยเฉพาะ น้ำตาลกลูโคส (Glucose)

ถั่วขาว(White Kidney Bean Extract ) ช่วยสกัดกั้นการดูดซึมของอาหารพวกแป้ง คาร์โบไฮเดรต โดยไปยับยั้ง Enzyme alpha-amylase ที่ช่วยในการ ย่อยอาหารพวกแป้ง คาร์โบไฮเตรต จึงทำให้ไม่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ถั่วขาวยังส่งผลดีต่อสุขภาพเพราะช่วยลดระดับของไตรกลีเซอร์ไรด์อีกด้วย

สารสกัดจากกระบองเพชร ( Cactus Extract ) ช่วยดักจับไขมันลดความอยากอาหาร ช่วยให้อิ่มแล้วยังช่วยลดคอเลสเตอรอลอีกด้วย

แอลคาร์นิทีน แอลตาร์เตรท ( L-Carnitine L-tartraate ) ลดความอยากอาหารช่วยเร่งการเผาผลาญและรักษามวลกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อกระชับไม่หย่อนยานขณะลด น้ำหนัก
พริก (Capsicum Extract) ช่วยลดปริมาณการดูดซึมไขมัน

ตัวอย่าง สารอาหารที่จำเป็นประเภทเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญพลังงาน

ขิง หรือ สารสกัดจากขิง ( Ginger Extract ) เร่งการเผาผลาญพลังงาน จึงใช้พลังงานมากขึ้นเพิ่มความสามารถในการย่อย รวมทั้งลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ
พริก หรือ สารสกัดจากพริก (Capsicum Extract) ช่วยลดปริมาณการดูดซึมไขมัน และเร่งอัตราการเผาผลาญพลังงาน
โครเมียมพิโคลิเนต มีหน้าที่ช่วยเผาผลาญแป้งและน้ำตาลในเลือด และสามารถช่วยลดน้ำหนักโดยการเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อขึ้นมาแทนที่ไขมัน รักษาสมดุลของน้ำตาลในเลือด จึงช่วยลดความอยากอาหาร
คอลลาเจนไฮโดรไลเสท เป็นโปรตีนที่ช่วยในการเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญในการเผาผลาญไขมันส่วนเกินขณะนอนหลับ โดยจะเสริมสร้างโปรตีนกล้ามเนื้อแทนเนื้อเยื่อไขมัน ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในช่วงที่ร่างกายหลั่ง Growth Hormone ขณะนอนหลับ ทำให้เรือนร่างสวยเพรียว กระชับได้+++ส่วน
ซี แอล เอ (คอนจูเกตเต็ด ไลโนเลอิก แอซิด)ได้มาจากน้ำมันดอกคำฝอย (Safflower Oil) ช่วยเร่งอัตราการเผาผลาญไขมันส่วนเกินตามส่วนต่างๆของร่างกาย ช่วยยับยั้งการสะสมของไขมันใหม่ด้วยการกระตุ้นให้เอนไซม์ที่มีอยู่ในเซลไขมันและกล้ามเนื้อให้มีการเผาผลาญไขมันมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อกระชับ รูปร่างสมส่วน
กลุ่มวิตามิน บี1 บี2 ไนอะซิน เป็นกลุ่มสารอาหารที่มีความสำคัญต่อกระบวนการเมตาบอลิซึมหรือการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต
ไบโอทิน เป็นตัวช่วยในการรักษาภาวะน้ำตาลและไขมันในเลือด
แอล-คาร์นิทีน แอล-ตาร์เตรท ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานจากไขมันส่วนเกิน โดยช่วยในการนำกรดไขมันไปสลายใน mitochondria และยังเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตบริเวณเส้นเลือดเล็กๆ ทำให้การส่งลำเลียงออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆของร่างกายได้ดีขึ้น จึงเสริมประสิทธิภาพการเผาผลาญไขมันได้ดียิ่งขึ้น

แอลลิวซีน(L-Leucine),แอล-ไอโซลิวซีน(L-Isoleucine) และ แอล-แวลีน(L-Valine) เพื่อ กระตุ้นการเผาผลาญไขมันสะสม ลดการสร้างไขมันใหม่ เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้ความสดชื่น .

วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2552

โอพีซี/สารสกัดจากเมล็ดองุ่น

OPC คืออะไร
OPC เป็นชื่อย่อของ Oligomeric Proanthocyanidin จัดเป็นสารชนิดหนึ่งที่อยู่ในกลุ่ม ไบโอฟลาโวนอยด์(Bioflavonoid) เมื่อรับประทานเข้าไปในร่างกายจะเปลี่ยนเป็นสารสีแดงชื่อ แอนโทไซยานิดิน

OPC เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้จากธรรมชาติ มีประสิทธิภาพในการต่อต้านอนุมูลอิสระเหนือกว่า Antioxidant อื่น ๆ จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น Superantioxidant โดยพบว่ามีประสิทธิภาพแรงกว่าวิตามินซี 20 เท่าและแรงกว่า วิตามินอี 50 เท่านอกจากนี้ OPC เมื่อรับประทานร่วมกับวิตามินซีจะช่วยเสริมฤทธิ์ให้วิตามินซีคงตัวและออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น บางคนจึงเรียก OPC ว่าเป็นวิตามินซีโคแฟกเตอร์ (Vitamin C cofactor)

จะหา OPC ได้จากแหล่งใด
OPC พบในส่วนของผิวและเมล็ดของผลไม้หลายชนิดคือ องุ่น บลูเบอรี่ เชอรี่ พลัม รวมทั้งเปลือกสน แต่แหล่งที่สำคัญของOPC คือเมล็ดองุ่น (Grape seed) ความจริงในเนื้อองุ่นทั้งองุ่นเขียวและองุ่นม่วงก็มีอยู่บ้าง แต่ไม่มากเท่าในเมล็ด ดังนั้นในไวน์แดงซึ่งได้จากการหมักผลองุ่นพร้อมเมล็ดจึงมี OPC อยู่ไม่น้อย จึงมีผู้แนะนำให้ดื่มไวน์แดงเป็นประจำเพื่อป้องกันโรคหัวใจ อย่างไรก็ตามผู้ที่คาดหวังจะได้OPC มากจากการดื่มไวน์แดงคงจะไม่คุ้มกัน เพราะจะได้รับแอลกอฮอล์เข้าไปไม่น้อย อาจทำให้เป็นโรคตับแข็งก่อนก็เป็นได้

ในเมล็ดองุ่นแม้จะเป็นแหล่งที่ดีของOPC แต่ก็ไม่แนะนำให้รับประทานเมล็ดองุ่นโดยตรง เพราะมีสารชนิดอื่นๆซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ จึงมีการนำเมล็ดองุ่นมาสกัดได้เป็นสารสกัดจากเมล็ดองุ่น (Grape seed Extract) ซึ่งจะอุดมด้วยสาร OPC เขาพบว่าในสารสกัดจากเมล็ดองุ่นจะมีปริมาณของOPC สูงสุดคือร้อยละ 95 รองลงมาคือเปลือกสนมีOPC ร้อยละ 80-85 นอกจากนี้ OPC จากเมล็ดองุ่นยังมีประสิทธิภาพและความเข้มข้นสูงกว่าที่พบในเปลือกสนด้วย

คุณสมบัติของ OPC
- เป็น Super antioxidant สามารถจับกับอนุมูลอิสระได้ดี ต้านอนุมูลอิสระได้ทุกรูปแบบ และจำนวนมาก
- ถูกดูดซึมจากกระเพาะอาหาร และลำไล้เล็กเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็วภายใน 20-30 นาที จากนั้นจึงกระจายไปสู่อวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ และยังคงอยู่ภายในร่างกายได้นาน (half life 7 ชม.)
- สามารถรวมตัวได้ดีกับคอลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของผิวหนัง หลอดเลือดและอวัยวะต่างๆ จึงทำให้เซลผิวหนังแข็งแรง ไม่เหี่ยวย่น หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นดี ไม่เปราะหรือแตกง่าย
- สามารถผ่านแนวกั้นสมอง (blood brain barrier) ได้ จึงป้องกันสมองมิให้เสียหายจากอนุมูลอิสระ คุณสมบัติเด่นนี้ทำให้ OPC เป็น antioxidant ที่ต่างจากชนิดอื่น ๆ
- ทำงานร่วมกับวิตามินซีในการทำให้คอลลาเจนทั่วร่างกายแข็งแรงขึ้น และยังช่วยป้องกันการสูญเสียวิตามินซีและอี
- ปลอดภัยต่อร่างกาย

OPC มีบทบาทต่อสุขภาพอย่างไร
1. ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ OPC จะยับยั้งการเกาะตัวของคอเลสเตอรอลที่ผนังหลอดเลือด จึงป้องกันหลอดเลือดอุดตัน ช่วยให้โลหิตไหลเวียนได้ดี ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ
2. ช่วยให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง ไม่เปราะหรือแตกหักง่าย เนื่องจากOPC สามารถรวมตัวกับคอลลาเจนของผนังหลอดเลือดได้ดี จึงป้องกันอนุมูลอิสระที่จะมาทำลายเซลผนังหลอดเลือด ช่วยบรรเทาอาการเส้นเลือดขอดหรือโป่งพองได้
3. ต้านการอักเสบ OPC จะยับยั้งการสังเคราะห์และการปล่อยสารที่จะทำให้เกิดการอักเสบ ทำให้เนื้อเยื่อเกี่ยวพันของข้อต่างๆ ทำงานได้ดี ลดอาการข้อกระดูกอักเสบ โรคเนื้อเยื่อแข็ง
4. ลดอาการภูมิแพ้ OPC มีคุณสมบัติในการต้านสารฮีสตามีน จึงช่วยลดอาการภูมิแพ้ หอบหืด
5. ป้องกันสมองเสื่อม OPC สามารถผ่านแนวกั้นสมองได้ จึงป้องกันสมองจากการทำลายของอนุมูลอิสระ
6. ป้องกันการเสื่อมของดวงตา ต้อกระจก ช่วยให้สายตาปรับการมองเห็นในที่มืดได้ดี
7. ป้องกันมะเร็ง OPC ป้องกันมิให้อนุมูลอิสระไปทำความเสียหายต่อDNAของเซล ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นเซลมะเร็ง
8. ป้องกันริ้วรอย ฝ้า กระ OPC ช่วยต้านอนุมูลอิสระที่จะมาทำลายคอลลาเจนและอิลาสตินในผิวหนัง อันเป็นสาเหตุทำให้ผิวเสื่อมสภาพ เกิดริ้วรอยก่อนวัย นอกจากนี้ยังปกป้องผิวจากรังสี UV ทำให้ฝ้าและกระจางลง

รับประทาน OPC เท่าไรดี
1. รับประทานเพื่อเป็น Antioxidant วันละ 50 – 100 มก.
2. รับประทานเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะโรค ต้องเพิ่มเป็นวันละ 100 – 400 มก.
OPC นั้นมีความปลอดภัยและไม่มีพิษต่อร่างกายแม้จะรับประทานมาก เนื่องจากเป็นสารประกอบพวกฟลาโวนอยด์ซึ่งละลายได้ในน้ำ ถ้าร่างกายได้รับปริมาณเกินก็จะขับออกทางปัสสาวะได้
การเลือกใช้ OPC ที่มีขนาดโมเลกุลเล็กจะสามารถดูดซึมและออกฤทธิ์ได้ดีกว่า OPC ที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่
เอกสารอ้างอิง
1. Fine AM. Oligomeric proanthocyanidin complexes: history, structure and phytophamaceutical application.
Altern Med Rev 5(2) : 144-151,2000
2. Bombardelli E, Morazzoni P, Carini M, et al. Biological activity of procyanidins from Vitis vinifera L. Biofactors, 6 : 429-431, 1997
3. Frank Murray. Grapeseed extract for a healthy heart. Let's live, Jul, 1997.

Coenzyme Q10 คืออะไร


Coenzyme Q10 (2,3 dimethoxy-5methyl-6-decaprenyl benzoquinone) เป็นสารประกอบคล้ายวิตามินที่มีคุณสมบัติในการละลายในไขมัน (fat-soluble vitamin-like substance) พบในเซลล์ทุกเซลล์ที่มีชีวิตในร่างกายโดยจะอยู่ที่ส่วนเยื่อหุ้มของ mitrochondria ซึ่งทำหน้าที่ในการผลิตพลังงานให้กับเซลล์ coenzyme Q10 จะพบมากในอวัยวะที่ต้องการพลังงานสูง เช่น หัวใจ สมอง ตับ และไต

การทำงานของ coenzyme Q10
Coenzyme Q10 มีบทบาทที่จำเป็นในการหายใจของเซลล์ โดยทำหน้าที่เป็นเอนไซม์สําคัญของลูกโซ่ขนส่งอิเลคตรอน (electron-transport chain) ภายใน mitochondria ทําให้ได้พลังงาน และยังทําหน้าที่เป็นตัวยับยั้งอนุมูลอิสระ (antioxidation) โดยจะจับกับอนุมูลอิสระ ภายในเซลล์และกําจัดออกนอกเซลล์

ประโยชน์ของ coenzyme Q10
มีรายงานการวิจัยว่า coenzyme Q10 ช่วยให้อาการของโรค Parkinson’s disease ดีขึ้น ลดความถี่ของการเกิดไมเกรน ในโรคหัวใจและหลอดเลือดมีรายงานการวิจัยประสิทธิภาพในผู้ป่วยโรคหัวใจล้ม เหลวเรื้อรัง โดยทำให้ลดอาการแน่นหน้าอก ลดการบวม และลดความถี่ของการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้ ในโรคความดันโลหิตสูงมีการศึกษาการใช้ coenzyme Q10 เป็นยาเสริมพบว่าสามารถลดระดับ systolic และ diastolic pressure ลงได้ 16 และ 10 mmHg ตามลำดับ และในโรคเบาหวาน coenzyme Q10 ยังช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดโดยลด oxidative stress อย่างไรก็ตาม coenzyme Q10 ยังต้องการข้อมูลจากการศึกษาที่มีขนาดใหญ่ในการยืนยันประสิทธิภาพดังกล่าว

นอกจากนี้ coenzyme Q10 ยังช่วยลดริ้วรอย และชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง จากการที่ coenzyme Q10 มีฤทธิ์เป็น antioxidant ดังนั้นจึงมีการนำ coenzyme Q10 มา ใช้เป็นเครื่องสำอางสำหรับลดการเกิดริ้วรอย ชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวหนังจากแสงแดด กล่าวคือ ผิวหนังมีหน้าที่ในการป้องกันสารพิษ เชื้อโรค และรังสีอุลตราไวโอเลตจากแสงอาทิตย์ โดยรังสีอุลตราไวโอเลต (UV) มี 2 ชนิด คือ UVA และ UVB แต่ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดริ้วรอยคือรังสี UVA โดย UVA สามารถทะลุผ่านชั้นผิวหนังถึงชั้นหนังแท้ เกิดกระบวนการ oxidation ทำให้มีอนุมูลอิสระเกิดขึ้นซึ่งอนุมูลอิสระนี้ก็จะทำอันตรายต่อไขมัน โปรตีน และ DNA ในเซลล์ผิวหนัง ทำให้เกิดริ้วรอย หมองคล้ำได้ แต่ coenzyme Q10 มีฤทธิ์เป็น antioxidant จึงช่วยป้องกันไม่ให้เกิดกระบวนการออกซิเดชั่นที่จะทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งจะทำอันตรายต่อผิวหนัง

Dietary sources
Q10 นอกจากสังเคราะห์ขึ้นจากร่างกายมนุษย์แล้ว ในสัตว์และพืชบางชนิดก็เป็นแหล่งอุดมของ coenzyme Q10 เช่น กัน โดยพบในน้ำมันปลา เครื่องในสัตว์ส่วน หัวใจ ตับ ไตของสัตว์ เนื้อสัตว์ รำข้าว ผลิตภัณฑ์จากถั่ว น้ำมันถั่วเหลือง บรอคคอลี่ ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล ปลาแซลมอน เป็นต้น

สาร Glutathione สำหรับทำให้ผิวขาวที่กำลังเป็นที่นิยม



สารตัวนี้มีลักษณะ เป็นอณูของโปรตีนที่เกิดจาก กรด อะมิโน 3 ชนิด มาประกอบกันคือ Cysteine Glutamate และ Glycine โดยปกติเซลล์ในร่างกายสามารถสร้างเองได้ จากกระบวนปฏิกิริยา ชีวเคมีในเซลล์ทั่วไป แต่ที่ทำงานสร้าง สารนี้มากที่สุดก็คือ ที่ตับของเรา การสร้างสารนี้ต้องอาศัย เอนไซม์ อย่างน้อย 2 ชนิด ดังนั้น หากมียีนผิดปกติเกี่ยวกับเอนไซม์ ทั้ง2 ชนิดนี้ก็จะไม่สามารถสร้างสารตัวนี้ได้ สารชนิดนี้มีบทบาทสำคัญในการควบคุมสารอณุมูลอิสระในร่างกาย การสร้างสารซ่อมแซม เซลล์ และ ทำปฏิกิริยาขจัดสารพิษที่เกิดในร่างกาย หากการสร้างสารนี้ผิดปกติหรือไม่สร้าง จะทำให้เสียชีวิตใน1-2 เดือนหลังคลอดได้
สารชนิดนี้เมื่อถูกสร้างก็จะถูกใช้ไปเป็นลำดับ หาก การใช้มีมากก็ต้องทดแทนมากขึ้นโดยการสร้าง ถ้ามีการวัดสาร Glutathione ว่าถูกใช้ไปเท่าไรก็จะสามารถบ่งบอกสภาวะความเครียดของร่างกายได้
การให้สาร Glutathione ทดแทนและเสริมนั้นสามารถทำได้โดยการรับประทาน สารที่เป็นวัตถุดิบคือ N-acetyl cysteine หรือรับประทานอาหาร ที่มีสารวัตถุดิบหลักนี้ตามธรรมชาติ เช่น รับประทาน yogurt, granola, duck, oatmeal flakes, toasted wheat germ, cottage cheese
แต่การกินสาร Glutathione โดยตรงจะไม่สามารถดูดซึมได้ดีเท่าที่ควร
ความนิยมทีใช้สาร Glutathione เพื่อให้ผิวขาวขึ้นนั้น อาจจะมาจาก ความพยายามที่จะให้สาร Glutathione ไปยับยั้งการสร้าง เม็ดสี เพราะสาร Glutathione สามารถกดการทำงานของของเอนไซม์ที่ผลิตเม็ดสีได้ชั่วคราว แต่ทำไมถึงต้องนำมาฉีดกัน คำตอบง่ายๆก็คือ พยายามทำให้ซับซ้อนขึ้นจะได้ต้องมาพบแพทย์ เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจเท่านั้นเอง เพราะ เราสามารถรับประทานอาหารที่เสริมสร้าง Glutathione ได้โดยตรงหรือ สามารถรับประทาน N-acetyl cysteine เสริมก็ได้ มีราคาประหยัดว่า และ ปลอดภัยกว่า
โทษของการฉีดสาร Glutathione มีหรือ ไม่ น่าจะต้องมีเพราะ ปฏิกิริยาในการสร้าง สารนี้ถูกจำกัดด้วยเอนไซม์โดยตรงที่ต้องหยุดสร้างเพื่อรักษาสมดุล ดังนั้นสารนี้จึงห้ามมีมากเกินไปในธรรมชาติ หากจะอ้างเรื่องการฉีดเพื่อประโยชน์ต่อผู้ป่วย คงต้องมีการเจาะวัดระดับ สารตัวนี้ว่าอยู่ในระดับที่สมดุลหรือไม่เป็นการควบคุมโดยตรงในทุกครั้งที่มีการฉีดจึงจะมีเหตุผล
การฉีดสารนี้มีการทำกันเฉพาะกรณี ฉุกเฉินและเป็นกังวลต่อชีวิต เช่น การฉีดเพื่อรักษากล้ามเนื้อ หัวใจขาดเลือดเพราะมีเส้นเลือดอุดตัน หรือ ฉีดเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ระหว่างการผ่าตัดทำ cardiopulmonary bypass ทั้งนี้เพราะสาร Glutathione สามารถกระตุ้นการสร้าง Nitric oxide ซึ่งมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดได้ แต่การขยายตัวของเลือดจะทำให้เกิดความดันต่ำและทำให้หัวใจเกิดปัญหาได้เหมือนกัน นอกจากนี้ยังสามารถทำให้เกร็ดเลือดไม่จับตัวกันทำให้เลือดหยุดช้ากว่าปกติ
มีผู้รู้หลายท่าน มีความกังวลว่าหากมีสาร Glutathione ในร่างกายมากเกินไปจะสามารถทำให้มะเร็งลุกลามได้เร็วกว่าปกติ เพราะเลือดสามารถไปเลี้ยงมะเร็งได้มากขึ้น และกระบวนการทำลายมะเร็งก็จะลดประสิทธิภาพลง
บทความนี้จึงมีไว้เตือนผู้บริโภคที่กำลังสับสนกับการบริการของแพทย์ที่ ด่วนสรุปและเห็นแต่ผลดี แต่ยังไม่รอบคอบที่จะมองอะไรอะไร ในระยะยาว ตามหน้าที่ของตนเอง
สรุป สาร Glutathione สามารถช่วยให้ขาวได้จริง และมีประโยชน์ต่อร่างกาย และถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์ด้วย ปลอดภัยหายห่วง ^^


L-Glutathione (แอล-กลูต้าไทโอน) คืออะไรL-Glutathione เป็น Amino Acid ที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นได้เองในร่างกาย แต่มีปริมาณน้อยอาจไม่เพียงพอในการนำไปสร้างเป็น Enzyme Glutathione Peroxidase ซึ่งเป็นสาร Antioxidants ป้องกันการเกิดของ Free Radicals และป้องกันการเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกายโดยเฉพาะเซลล์ตับ นอกจากนี้ยังมีส่วนสำคัญในการขับล้างสารพิษในกระแสเลือดให้กลายเป็นสารที่ไม่อันตรายและขับออกจากร่างกายทางตับ (Detoxifocation)อย่างไรก็ตามเราสามารถเพิ่มระดับของกลูต้าไทโอน ในร่างกายได้ง่ายๆ โดยการรับประทาน L-Glutathione เข้าไปโดยตรง หรือ รับประทานสารอาหารที่ร่างกายนำไปใช้ในการสร้าง กลูต้าไทโอน เช่น Alpha Lipoic Acid และ N-Acetylcysteine ให้มากขึ้น หรือ การรับประทาน antioxidants อื่น เช่น Vitamin C เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเก็บ กลูต้าไทโอน ที่ตับให้มากขึ้น




L-Glutathione Pure 500 mg.ประกอบไปด้วย L-Glutathione Pure 500 mg.ช่วยปรับสภาพผิวให้ขาวเนียน และเปล่งประกายขึ้น โดยการยับยั้งการสร้างเม็ดสีที่เข้มให้จางลง ลดเลือนริ้วรอยจากวัย ลดริ้วรอยจุดด่างดำ ฝ้า กระ ป้องกันสิว และรอยดำจากสิว กลไกที่ทำให้ผิวขาวของกลูต้าไธโอน เกิดจากกระบวนการสร้างเมลานิน โดยกลูต้าไธโอนไปลดการสร้างโดยการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส และกระตุ้นให้สร้างฟีโอเมลานิน(สีอ่อนขาวชมพู) มากกว่ายูเมลานิน(เมลานินสีคล้ำ) ผลของกลูต้าไธโอน ในเรื่องความขาวก็ต้องขึ้นกับสีผิวเดิมของผู้ที่เริ่มกิน หากมีสีผิวอ่อนอยู่แล้วก็เห็นผลไว แต่หากมีสีผิวคล้ำเดิมต้องรอให้ร่างกายสร้างเม็ดสีอ่อนใหม่ และเซลล์ผิวเก่าที่มีสีคล้ำผลัดหมดก่อน หากคล้ำมากอาจใช้เวลาเป็นปี
จากผลการทดลองพบว่าผู้ที่มีผิวสี • ผิวสีน้ำตาลอ่อน : ใช้เวลาให้ขาวใส ประมาณ 1 - 3 เดือน • ผิวสีน้ำตาลเข้ม : ใช้เวลาให้ขาวใส ประมาณ 3 - เดือน • ผิวเข้มมาก : ใช้เวลาให้ขาวใส ประมาณ 6 - 12เดือน • ผิวดำ(เช่นนิโกร) :ใช้เวลาประมาณ 2 ปีหรือมากกว่า