วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2552

Conc. Collagen คอลลาเจน


คอลลาเจน คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่อยู่ใต้ชั้นหนังแท้ โปรตีนแห่งความงามที่ว่านี้ มีชื่อเรียกว่า คอลลาเจนโปรตีน เป็นโปรตีนสำคัญของผิวหนัง เพราะเป็นส่วนสปริงของผิวหนัง ในการสร้างความตึงให้กับผิวหนังชั้นหนังแท้ หากอยากลองสัมผัสความตึงของคอลลาเจนโปรตีน ลองจับแก้มเด็กตัวเล็ก ๆ ดู จะสัมผัสได้ทันที ถึงความใส ตึง ที่ผิวแก้ม หรือ ดูเด็กวัยรุ่นที่กำลังแตกเนื้อหนุ่มสาว จะเห็นว่าผิวพรรณตึงเปรี๊ยะทีเดียว ปัจจุบันนี้จะมีการพูดถึง คอลลาเจน กันอย่างกว้างขวางในวงการเครื่องสำอาง และ ความงาม

คอลลาเจน เป็นภาษากรีก แปลว่า กาว ทำหน้าที่เป็นกาวเชื่อมเซลล์แต่ล่ะเซลล์เข้าด้วยกัน คอลลาเจนโปรตีนมีปริมาณมากถึง 1 ใน ของโปรตีนในร่างกาย คอลลาเจนใต้ผิวหนังของเรา จะอยู่ในผิวหนังชั้นหนังแท้ คอลลาเจนทำหน้าที่เสริมความเรียบตึงของผิวหนัง ทำให้ผิวแข็งแรง และเรียบเนียน
ภายหลังอายุ 20 ปี คอลลาเจนโปรตีนจะเสื่อมสภาพลง ทำให้ชั้นผิวหนังมีการยุบตัวลง ต้นเหตุของความเหี่ยวย่น ริ้วรอย และความชราของผิวพรรณ ริ้วรอยแรกจะเป็นรอยตีนกา เพราะผิวหนังรอบดวงตา มีความบอบบางมาก อีกทั้งกล้ามเนื้อรอบดวงตาก็เป็นกล้ามเนื้อวงกลม ไม่มีอะไรยึด ผิวรอบดวงตาก็เลยจะเหี่ยวง่ายกว่าที่อื่น การรับประทานคอลลาเจนโปรตีน จะช่วยชะลอความเหี่ยวตรงนี้ คอลลาเจนมีคุณสมบัติ ทำให้กล้ามเนื้อกระชับไม่หย่อนยาน ผิวหนังไม่เหี่ยวย่น อีกทั้งยังบำรุงเล็บ และเส้นผมให้มีสุขภาพดีอีกด้วย

การเสริมสร้างคอลลาเจนด้วยการรับประทาน
มีการนำสารสกัดโปรตีนจากปลาทะเลบางประเภท ซึ่งมีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายกับโครงสร้างของคอลลาเจนของผิวคน โดยวิธีการ (Enzymatic Hydrolysis) ,มาทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แล้วพบว่าภายหลังการรับประทานไประยะหนึ่ง จะสามารถช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน และช่วยให้ริ้วรอยต่าง ๆ จางหาย การนำสารสกัดโปรตีนคอลลาเจน เข้าสู่ร่างกายเพื่อผลในการบำรุงผิว และลดริ้วรอยนั้น ปกติทำได้ 2 วิธีคือ โดยการรับประทานในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือ โดนการฉีดเข้าใต้ผิวหนังชั้นหนังแท้ วิธีการรับประทานจึงเป็นวิธีการที่สะดวกกว่า ผลที่ได้รับจากการบริโภค คอลลาเจน อย่างต่อเนื่อง จะช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ลดริ้วรอยเหี่ยวย่นของผิวหนังอย่างได้ผล และทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น นุ่มเนียนขึ้น
คอลลาเจนโปรตีน เป็นโปรตีนที่มีโครงสร้างโมเลกุลใหญ่มาก ดังนั้นคอลลาเจนไม่สามารถซึมผ่านผิวหนังได้ด้วยการทา ส่วนครีมต่าง ๆ ที่มีขายตามท้องตลาด ที่มีส่วนผสมของคอลลาเจน ก็จะเป็นการผลักคอลลาเจนให้อยู่ได้แค่ชั้นหนังกำพร้า แต่เนื่องจากคอลลาเจนมีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ประมาณ 30 เท่าของน้ำหนักตัวมัน ทำให้ผิวหนังกำพร้าชุ่มชื้นขึ้น แต่ไม่สามรถแก้ไขปัญหาริ้วรอยได้อย่างแท้จริง เพราะการเสริมสร้างคอลลาเจน จะต้องเข้าสู่ด้วยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง และการรับประทานเท่านั้น

สารอาหารที่จำเป็นในการลดความอ้วน


สารอาหารที่จำเป็นในการลดความอ้วนเรื่องที่คุณต้องรู้เพื่อสุขภาพ&เรือนร่าง เเบ่งได้เป็น2 ประเภทใหญ่ๆคือ
1. สารอาหารประเภทดูดซับน้ำและสารอาหารที่ละลายน้ำ มีคุณสมบัติในการสกัดกั้นการดูดซึมสาร อาหารจำพวกเเป้ง คาร์โบไฮเดรต เเละดักจับไขมันได้ดี
2. สารอาหารประเภทเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญพลังงาน จะมีคุณสมบัติ ในการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อซึ่งมวลกล้ามเนื้อจะต้องการเเครอรี่ในการเผาผลาญพลังงาน ในทางกลับกันจะเป็นตัวลดไขมันที่เป็นตัวสะสมเเครอรี่
ตัวอย่าง สารอาหารที่จำเป็นประเภทดูดซับน้ำเเละสกัดไขมันเเละสารอาหารที่ละลายน้ำ

Fiberหรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ไฟเบอร์ นั้น นับเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่เราที่รับประทานกันอยู่ทุกวัน และพบว่าเส้นใยอาหารเหล่านี้จะมีอยู่สูงในอาหารจำพวกผักและผลไม้ เส้นใยอาหารชนิดที่ไม่ละลายน้ำ (Insoluble Fiber) เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะไม่สามารถถูกย่อยเป็นอาหารได้ แต่มีคุณสมบัติในการพองตัว และความสามารถในการดูดซับน้ำและสารอาหารที่ละลายได้ในน้ำ โดยเฉพาะ น้ำตาลกลูโคส (Glucose)

ถั่วขาว(White Kidney Bean Extract ) ช่วยสกัดกั้นการดูดซึมของอาหารพวกแป้ง คาร์โบไฮเดรต โดยไปยับยั้ง Enzyme alpha-amylase ที่ช่วยในการ ย่อยอาหารพวกแป้ง คาร์โบไฮเตรต จึงทำให้ไม่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ถั่วขาวยังส่งผลดีต่อสุขภาพเพราะช่วยลดระดับของไตรกลีเซอร์ไรด์อีกด้วย

สารสกัดจากกระบองเพชร ( Cactus Extract ) ช่วยดักจับไขมันลดความอยากอาหาร ช่วยให้อิ่มแล้วยังช่วยลดคอเลสเตอรอลอีกด้วย

แอลคาร์นิทีน แอลตาร์เตรท ( L-Carnitine L-tartraate ) ลดความอยากอาหารช่วยเร่งการเผาผลาญและรักษามวลกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อกระชับไม่หย่อนยานขณะลด น้ำหนัก
พริก (Capsicum Extract) ช่วยลดปริมาณการดูดซึมไขมัน

ตัวอย่าง สารอาหารที่จำเป็นประเภทเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญพลังงาน

ขิง หรือ สารสกัดจากขิง ( Ginger Extract ) เร่งการเผาผลาญพลังงาน จึงใช้พลังงานมากขึ้นเพิ่มความสามารถในการย่อย รวมทั้งลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ
พริก หรือ สารสกัดจากพริก (Capsicum Extract) ช่วยลดปริมาณการดูดซึมไขมัน และเร่งอัตราการเผาผลาญพลังงาน
โครเมียมพิโคลิเนต มีหน้าที่ช่วยเผาผลาญแป้งและน้ำตาลในเลือด และสามารถช่วยลดน้ำหนักโดยการเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อขึ้นมาแทนที่ไขมัน รักษาสมดุลของน้ำตาลในเลือด จึงช่วยลดความอยากอาหาร
คอลลาเจนไฮโดรไลเสท เป็นโปรตีนที่ช่วยในการเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญในการเผาผลาญไขมันส่วนเกินขณะนอนหลับ โดยจะเสริมสร้างโปรตีนกล้ามเนื้อแทนเนื้อเยื่อไขมัน ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในช่วงที่ร่างกายหลั่ง Growth Hormone ขณะนอนหลับ ทำให้เรือนร่างสวยเพรียว กระชับได้+++ส่วน
ซี แอล เอ (คอนจูเกตเต็ด ไลโนเลอิก แอซิด)ได้มาจากน้ำมันดอกคำฝอย (Safflower Oil) ช่วยเร่งอัตราการเผาผลาญไขมันส่วนเกินตามส่วนต่างๆของร่างกาย ช่วยยับยั้งการสะสมของไขมันใหม่ด้วยการกระตุ้นให้เอนไซม์ที่มีอยู่ในเซลไขมันและกล้ามเนื้อให้มีการเผาผลาญไขมันมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อกระชับ รูปร่างสมส่วน
กลุ่มวิตามิน บี1 บี2 ไนอะซิน เป็นกลุ่มสารอาหารที่มีความสำคัญต่อกระบวนการเมตาบอลิซึมหรือการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต
ไบโอทิน เป็นตัวช่วยในการรักษาภาวะน้ำตาลและไขมันในเลือด
แอล-คาร์นิทีน แอล-ตาร์เตรท ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานจากไขมันส่วนเกิน โดยช่วยในการนำกรดไขมันไปสลายใน mitochondria และยังเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตบริเวณเส้นเลือดเล็กๆ ทำให้การส่งลำเลียงออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆของร่างกายได้ดีขึ้น จึงเสริมประสิทธิภาพการเผาผลาญไขมันได้ดียิ่งขึ้น

แอลลิวซีน(L-Leucine),แอล-ไอโซลิวซีน(L-Isoleucine) และ แอล-แวลีน(L-Valine) เพื่อ กระตุ้นการเผาผลาญไขมันสะสม ลดการสร้างไขมันใหม่ เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้ความสดชื่น .

วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2552

โอพีซี/สารสกัดจากเมล็ดองุ่น

OPC คืออะไร
OPC เป็นชื่อย่อของ Oligomeric Proanthocyanidin จัดเป็นสารชนิดหนึ่งที่อยู่ในกลุ่ม ไบโอฟลาโวนอยด์(Bioflavonoid) เมื่อรับประทานเข้าไปในร่างกายจะเปลี่ยนเป็นสารสีแดงชื่อ แอนโทไซยานิดิน

OPC เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้จากธรรมชาติ มีประสิทธิภาพในการต่อต้านอนุมูลอิสระเหนือกว่า Antioxidant อื่น ๆ จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น Superantioxidant โดยพบว่ามีประสิทธิภาพแรงกว่าวิตามินซี 20 เท่าและแรงกว่า วิตามินอี 50 เท่านอกจากนี้ OPC เมื่อรับประทานร่วมกับวิตามินซีจะช่วยเสริมฤทธิ์ให้วิตามินซีคงตัวและออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น บางคนจึงเรียก OPC ว่าเป็นวิตามินซีโคแฟกเตอร์ (Vitamin C cofactor)

จะหา OPC ได้จากแหล่งใด
OPC พบในส่วนของผิวและเมล็ดของผลไม้หลายชนิดคือ องุ่น บลูเบอรี่ เชอรี่ พลัม รวมทั้งเปลือกสน แต่แหล่งที่สำคัญของOPC คือเมล็ดองุ่น (Grape seed) ความจริงในเนื้อองุ่นทั้งองุ่นเขียวและองุ่นม่วงก็มีอยู่บ้าง แต่ไม่มากเท่าในเมล็ด ดังนั้นในไวน์แดงซึ่งได้จากการหมักผลองุ่นพร้อมเมล็ดจึงมี OPC อยู่ไม่น้อย จึงมีผู้แนะนำให้ดื่มไวน์แดงเป็นประจำเพื่อป้องกันโรคหัวใจ อย่างไรก็ตามผู้ที่คาดหวังจะได้OPC มากจากการดื่มไวน์แดงคงจะไม่คุ้มกัน เพราะจะได้รับแอลกอฮอล์เข้าไปไม่น้อย อาจทำให้เป็นโรคตับแข็งก่อนก็เป็นได้

ในเมล็ดองุ่นแม้จะเป็นแหล่งที่ดีของOPC แต่ก็ไม่แนะนำให้รับประทานเมล็ดองุ่นโดยตรง เพราะมีสารชนิดอื่นๆซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ จึงมีการนำเมล็ดองุ่นมาสกัดได้เป็นสารสกัดจากเมล็ดองุ่น (Grape seed Extract) ซึ่งจะอุดมด้วยสาร OPC เขาพบว่าในสารสกัดจากเมล็ดองุ่นจะมีปริมาณของOPC สูงสุดคือร้อยละ 95 รองลงมาคือเปลือกสนมีOPC ร้อยละ 80-85 นอกจากนี้ OPC จากเมล็ดองุ่นยังมีประสิทธิภาพและความเข้มข้นสูงกว่าที่พบในเปลือกสนด้วย

คุณสมบัติของ OPC
- เป็น Super antioxidant สามารถจับกับอนุมูลอิสระได้ดี ต้านอนุมูลอิสระได้ทุกรูปแบบ และจำนวนมาก
- ถูกดูดซึมจากกระเพาะอาหาร และลำไล้เล็กเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็วภายใน 20-30 นาที จากนั้นจึงกระจายไปสู่อวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ และยังคงอยู่ภายในร่างกายได้นาน (half life 7 ชม.)
- สามารถรวมตัวได้ดีกับคอลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของผิวหนัง หลอดเลือดและอวัยวะต่างๆ จึงทำให้เซลผิวหนังแข็งแรง ไม่เหี่ยวย่น หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นดี ไม่เปราะหรือแตกง่าย
- สามารถผ่านแนวกั้นสมอง (blood brain barrier) ได้ จึงป้องกันสมองมิให้เสียหายจากอนุมูลอิสระ คุณสมบัติเด่นนี้ทำให้ OPC เป็น antioxidant ที่ต่างจากชนิดอื่น ๆ
- ทำงานร่วมกับวิตามินซีในการทำให้คอลลาเจนทั่วร่างกายแข็งแรงขึ้น และยังช่วยป้องกันการสูญเสียวิตามินซีและอี
- ปลอดภัยต่อร่างกาย

OPC มีบทบาทต่อสุขภาพอย่างไร
1. ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ OPC จะยับยั้งการเกาะตัวของคอเลสเตอรอลที่ผนังหลอดเลือด จึงป้องกันหลอดเลือดอุดตัน ช่วยให้โลหิตไหลเวียนได้ดี ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ
2. ช่วยให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง ไม่เปราะหรือแตกหักง่าย เนื่องจากOPC สามารถรวมตัวกับคอลลาเจนของผนังหลอดเลือดได้ดี จึงป้องกันอนุมูลอิสระที่จะมาทำลายเซลผนังหลอดเลือด ช่วยบรรเทาอาการเส้นเลือดขอดหรือโป่งพองได้
3. ต้านการอักเสบ OPC จะยับยั้งการสังเคราะห์และการปล่อยสารที่จะทำให้เกิดการอักเสบ ทำให้เนื้อเยื่อเกี่ยวพันของข้อต่างๆ ทำงานได้ดี ลดอาการข้อกระดูกอักเสบ โรคเนื้อเยื่อแข็ง
4. ลดอาการภูมิแพ้ OPC มีคุณสมบัติในการต้านสารฮีสตามีน จึงช่วยลดอาการภูมิแพ้ หอบหืด
5. ป้องกันสมองเสื่อม OPC สามารถผ่านแนวกั้นสมองได้ จึงป้องกันสมองจากการทำลายของอนุมูลอิสระ
6. ป้องกันการเสื่อมของดวงตา ต้อกระจก ช่วยให้สายตาปรับการมองเห็นในที่มืดได้ดี
7. ป้องกันมะเร็ง OPC ป้องกันมิให้อนุมูลอิสระไปทำความเสียหายต่อDNAของเซล ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นเซลมะเร็ง
8. ป้องกันริ้วรอย ฝ้า กระ OPC ช่วยต้านอนุมูลอิสระที่จะมาทำลายคอลลาเจนและอิลาสตินในผิวหนัง อันเป็นสาเหตุทำให้ผิวเสื่อมสภาพ เกิดริ้วรอยก่อนวัย นอกจากนี้ยังปกป้องผิวจากรังสี UV ทำให้ฝ้าและกระจางลง

รับประทาน OPC เท่าไรดี
1. รับประทานเพื่อเป็น Antioxidant วันละ 50 – 100 มก.
2. รับประทานเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะโรค ต้องเพิ่มเป็นวันละ 100 – 400 มก.
OPC นั้นมีความปลอดภัยและไม่มีพิษต่อร่างกายแม้จะรับประทานมาก เนื่องจากเป็นสารประกอบพวกฟลาโวนอยด์ซึ่งละลายได้ในน้ำ ถ้าร่างกายได้รับปริมาณเกินก็จะขับออกทางปัสสาวะได้
การเลือกใช้ OPC ที่มีขนาดโมเลกุลเล็กจะสามารถดูดซึมและออกฤทธิ์ได้ดีกว่า OPC ที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่
เอกสารอ้างอิง
1. Fine AM. Oligomeric proanthocyanidin complexes: history, structure and phytophamaceutical application.
Altern Med Rev 5(2) : 144-151,2000
2. Bombardelli E, Morazzoni P, Carini M, et al. Biological activity of procyanidins from Vitis vinifera L. Biofactors, 6 : 429-431, 1997
3. Frank Murray. Grapeseed extract for a healthy heart. Let's live, Jul, 1997.

Coenzyme Q10 คืออะไร


Coenzyme Q10 (2,3 dimethoxy-5methyl-6-decaprenyl benzoquinone) เป็นสารประกอบคล้ายวิตามินที่มีคุณสมบัติในการละลายในไขมัน (fat-soluble vitamin-like substance) พบในเซลล์ทุกเซลล์ที่มีชีวิตในร่างกายโดยจะอยู่ที่ส่วนเยื่อหุ้มของ mitrochondria ซึ่งทำหน้าที่ในการผลิตพลังงานให้กับเซลล์ coenzyme Q10 จะพบมากในอวัยวะที่ต้องการพลังงานสูง เช่น หัวใจ สมอง ตับ และไต

การทำงานของ coenzyme Q10
Coenzyme Q10 มีบทบาทที่จำเป็นในการหายใจของเซลล์ โดยทำหน้าที่เป็นเอนไซม์สําคัญของลูกโซ่ขนส่งอิเลคตรอน (electron-transport chain) ภายใน mitochondria ทําให้ได้พลังงาน และยังทําหน้าที่เป็นตัวยับยั้งอนุมูลอิสระ (antioxidation) โดยจะจับกับอนุมูลอิสระ ภายในเซลล์และกําจัดออกนอกเซลล์

ประโยชน์ของ coenzyme Q10
มีรายงานการวิจัยว่า coenzyme Q10 ช่วยให้อาการของโรค Parkinson’s disease ดีขึ้น ลดความถี่ของการเกิดไมเกรน ในโรคหัวใจและหลอดเลือดมีรายงานการวิจัยประสิทธิภาพในผู้ป่วยโรคหัวใจล้ม เหลวเรื้อรัง โดยทำให้ลดอาการแน่นหน้าอก ลดการบวม และลดความถี่ของการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้ ในโรคความดันโลหิตสูงมีการศึกษาการใช้ coenzyme Q10 เป็นยาเสริมพบว่าสามารถลดระดับ systolic และ diastolic pressure ลงได้ 16 และ 10 mmHg ตามลำดับ และในโรคเบาหวาน coenzyme Q10 ยังช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดโดยลด oxidative stress อย่างไรก็ตาม coenzyme Q10 ยังต้องการข้อมูลจากการศึกษาที่มีขนาดใหญ่ในการยืนยันประสิทธิภาพดังกล่าว

นอกจากนี้ coenzyme Q10 ยังช่วยลดริ้วรอย และชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง จากการที่ coenzyme Q10 มีฤทธิ์เป็น antioxidant ดังนั้นจึงมีการนำ coenzyme Q10 มา ใช้เป็นเครื่องสำอางสำหรับลดการเกิดริ้วรอย ชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวหนังจากแสงแดด กล่าวคือ ผิวหนังมีหน้าที่ในการป้องกันสารพิษ เชื้อโรค และรังสีอุลตราไวโอเลตจากแสงอาทิตย์ โดยรังสีอุลตราไวโอเลต (UV) มี 2 ชนิด คือ UVA และ UVB แต่ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดริ้วรอยคือรังสี UVA โดย UVA สามารถทะลุผ่านชั้นผิวหนังถึงชั้นหนังแท้ เกิดกระบวนการ oxidation ทำให้มีอนุมูลอิสระเกิดขึ้นซึ่งอนุมูลอิสระนี้ก็จะทำอันตรายต่อไขมัน โปรตีน และ DNA ในเซลล์ผิวหนัง ทำให้เกิดริ้วรอย หมองคล้ำได้ แต่ coenzyme Q10 มีฤทธิ์เป็น antioxidant จึงช่วยป้องกันไม่ให้เกิดกระบวนการออกซิเดชั่นที่จะทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งจะทำอันตรายต่อผิวหนัง

Dietary sources
Q10 นอกจากสังเคราะห์ขึ้นจากร่างกายมนุษย์แล้ว ในสัตว์และพืชบางชนิดก็เป็นแหล่งอุดมของ coenzyme Q10 เช่น กัน โดยพบในน้ำมันปลา เครื่องในสัตว์ส่วน หัวใจ ตับ ไตของสัตว์ เนื้อสัตว์ รำข้าว ผลิตภัณฑ์จากถั่ว น้ำมันถั่วเหลือง บรอคคอลี่ ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล ปลาแซลมอน เป็นต้น

สาร Glutathione สำหรับทำให้ผิวขาวที่กำลังเป็นที่นิยม



สารตัวนี้มีลักษณะ เป็นอณูของโปรตีนที่เกิดจาก กรด อะมิโน 3 ชนิด มาประกอบกันคือ Cysteine Glutamate และ Glycine โดยปกติเซลล์ในร่างกายสามารถสร้างเองได้ จากกระบวนปฏิกิริยา ชีวเคมีในเซลล์ทั่วไป แต่ที่ทำงานสร้าง สารนี้มากที่สุดก็คือ ที่ตับของเรา การสร้างสารนี้ต้องอาศัย เอนไซม์ อย่างน้อย 2 ชนิด ดังนั้น หากมียีนผิดปกติเกี่ยวกับเอนไซม์ ทั้ง2 ชนิดนี้ก็จะไม่สามารถสร้างสารตัวนี้ได้ สารชนิดนี้มีบทบาทสำคัญในการควบคุมสารอณุมูลอิสระในร่างกาย การสร้างสารซ่อมแซม เซลล์ และ ทำปฏิกิริยาขจัดสารพิษที่เกิดในร่างกาย หากการสร้างสารนี้ผิดปกติหรือไม่สร้าง จะทำให้เสียชีวิตใน1-2 เดือนหลังคลอดได้
สารชนิดนี้เมื่อถูกสร้างก็จะถูกใช้ไปเป็นลำดับ หาก การใช้มีมากก็ต้องทดแทนมากขึ้นโดยการสร้าง ถ้ามีการวัดสาร Glutathione ว่าถูกใช้ไปเท่าไรก็จะสามารถบ่งบอกสภาวะความเครียดของร่างกายได้
การให้สาร Glutathione ทดแทนและเสริมนั้นสามารถทำได้โดยการรับประทาน สารที่เป็นวัตถุดิบคือ N-acetyl cysteine หรือรับประทานอาหาร ที่มีสารวัตถุดิบหลักนี้ตามธรรมชาติ เช่น รับประทาน yogurt, granola, duck, oatmeal flakes, toasted wheat germ, cottage cheese
แต่การกินสาร Glutathione โดยตรงจะไม่สามารถดูดซึมได้ดีเท่าที่ควร
ความนิยมทีใช้สาร Glutathione เพื่อให้ผิวขาวขึ้นนั้น อาจจะมาจาก ความพยายามที่จะให้สาร Glutathione ไปยับยั้งการสร้าง เม็ดสี เพราะสาร Glutathione สามารถกดการทำงานของของเอนไซม์ที่ผลิตเม็ดสีได้ชั่วคราว แต่ทำไมถึงต้องนำมาฉีดกัน คำตอบง่ายๆก็คือ พยายามทำให้ซับซ้อนขึ้นจะได้ต้องมาพบแพทย์ เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจเท่านั้นเอง เพราะ เราสามารถรับประทานอาหารที่เสริมสร้าง Glutathione ได้โดยตรงหรือ สามารถรับประทาน N-acetyl cysteine เสริมก็ได้ มีราคาประหยัดว่า และ ปลอดภัยกว่า
โทษของการฉีดสาร Glutathione มีหรือ ไม่ น่าจะต้องมีเพราะ ปฏิกิริยาในการสร้าง สารนี้ถูกจำกัดด้วยเอนไซม์โดยตรงที่ต้องหยุดสร้างเพื่อรักษาสมดุล ดังนั้นสารนี้จึงห้ามมีมากเกินไปในธรรมชาติ หากจะอ้างเรื่องการฉีดเพื่อประโยชน์ต่อผู้ป่วย คงต้องมีการเจาะวัดระดับ สารตัวนี้ว่าอยู่ในระดับที่สมดุลหรือไม่เป็นการควบคุมโดยตรงในทุกครั้งที่มีการฉีดจึงจะมีเหตุผล
การฉีดสารนี้มีการทำกันเฉพาะกรณี ฉุกเฉินและเป็นกังวลต่อชีวิต เช่น การฉีดเพื่อรักษากล้ามเนื้อ หัวใจขาดเลือดเพราะมีเส้นเลือดอุดตัน หรือ ฉีดเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ระหว่างการผ่าตัดทำ cardiopulmonary bypass ทั้งนี้เพราะสาร Glutathione สามารถกระตุ้นการสร้าง Nitric oxide ซึ่งมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดได้ แต่การขยายตัวของเลือดจะทำให้เกิดความดันต่ำและทำให้หัวใจเกิดปัญหาได้เหมือนกัน นอกจากนี้ยังสามารถทำให้เกร็ดเลือดไม่จับตัวกันทำให้เลือดหยุดช้ากว่าปกติ
มีผู้รู้หลายท่าน มีความกังวลว่าหากมีสาร Glutathione ในร่างกายมากเกินไปจะสามารถทำให้มะเร็งลุกลามได้เร็วกว่าปกติ เพราะเลือดสามารถไปเลี้ยงมะเร็งได้มากขึ้น และกระบวนการทำลายมะเร็งก็จะลดประสิทธิภาพลง
บทความนี้จึงมีไว้เตือนผู้บริโภคที่กำลังสับสนกับการบริการของแพทย์ที่ ด่วนสรุปและเห็นแต่ผลดี แต่ยังไม่รอบคอบที่จะมองอะไรอะไร ในระยะยาว ตามหน้าที่ของตนเอง
สรุป สาร Glutathione สามารถช่วยให้ขาวได้จริง และมีประโยชน์ต่อร่างกาย และถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์ด้วย ปลอดภัยหายห่วง ^^


L-Glutathione (แอล-กลูต้าไทโอน) คืออะไรL-Glutathione เป็น Amino Acid ที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นได้เองในร่างกาย แต่มีปริมาณน้อยอาจไม่เพียงพอในการนำไปสร้างเป็น Enzyme Glutathione Peroxidase ซึ่งเป็นสาร Antioxidants ป้องกันการเกิดของ Free Radicals และป้องกันการเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกายโดยเฉพาะเซลล์ตับ นอกจากนี้ยังมีส่วนสำคัญในการขับล้างสารพิษในกระแสเลือดให้กลายเป็นสารที่ไม่อันตรายและขับออกจากร่างกายทางตับ (Detoxifocation)อย่างไรก็ตามเราสามารถเพิ่มระดับของกลูต้าไทโอน ในร่างกายได้ง่ายๆ โดยการรับประทาน L-Glutathione เข้าไปโดยตรง หรือ รับประทานสารอาหารที่ร่างกายนำไปใช้ในการสร้าง กลูต้าไทโอน เช่น Alpha Lipoic Acid และ N-Acetylcysteine ให้มากขึ้น หรือ การรับประทาน antioxidants อื่น เช่น Vitamin C เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเก็บ กลูต้าไทโอน ที่ตับให้มากขึ้น




L-Glutathione Pure 500 mg.ประกอบไปด้วย L-Glutathione Pure 500 mg.ช่วยปรับสภาพผิวให้ขาวเนียน และเปล่งประกายขึ้น โดยการยับยั้งการสร้างเม็ดสีที่เข้มให้จางลง ลดเลือนริ้วรอยจากวัย ลดริ้วรอยจุดด่างดำ ฝ้า กระ ป้องกันสิว และรอยดำจากสิว กลไกที่ทำให้ผิวขาวของกลูต้าไธโอน เกิดจากกระบวนการสร้างเมลานิน โดยกลูต้าไธโอนไปลดการสร้างโดยการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส และกระตุ้นให้สร้างฟีโอเมลานิน(สีอ่อนขาวชมพู) มากกว่ายูเมลานิน(เมลานินสีคล้ำ) ผลของกลูต้าไธโอน ในเรื่องความขาวก็ต้องขึ้นกับสีผิวเดิมของผู้ที่เริ่มกิน หากมีสีผิวอ่อนอยู่แล้วก็เห็นผลไว แต่หากมีสีผิวคล้ำเดิมต้องรอให้ร่างกายสร้างเม็ดสีอ่อนใหม่ และเซลล์ผิวเก่าที่มีสีคล้ำผลัดหมดก่อน หากคล้ำมากอาจใช้เวลาเป็นปี
จากผลการทดลองพบว่าผู้ที่มีผิวสี • ผิวสีน้ำตาลอ่อน : ใช้เวลาให้ขาวใส ประมาณ 1 - 3 เดือน • ผิวสีน้ำตาลเข้ม : ใช้เวลาให้ขาวใส ประมาณ 3 - เดือน • ผิวเข้มมาก : ใช้เวลาให้ขาวใส ประมาณ 6 - 12เดือน • ผิวดำ(เช่นนิโกร) :ใช้เวลาประมาณ 2 ปีหรือมากกว่า

L-Carnitine : เพื่อรูปร่างและสุขภาพที่ดี




L-Carnitine : เพื่อรูปร่างและสุขภาพที่ดี ใน ปัจจุบันเราคงเคยได้พบเห็นโฆษณาเกี่ยวกับเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพหลายยี่ห้อ ที่มีส่วนผสมของสาร L-Carnitine ซึ่งส่วนใหญ่มักสื่อให้ผู้บริโภคได้รับรู้ถึงประโยชน์ของ L-Carnitine ในประเด็นที่ช่วยทำให้หุ่นหรือรูปร่างดีขึ้นโดยเฉพาะผู้หญิง ส่วนผู้ชายก็สื่อถึงรูปร่างสมชายชาตรีที่มีกล้ามเป็นมัด หน้าท้องซิกแพ็ค ดังนั้นเราจึงมักรู้จัก L-Carnitine ในบทบาทของการช่วยลดน้ำหนักทำให้รูปร่างดูดี แต่ในความเป็นจริงนอกเหนือจากประโยชน์ดังกล่าวแล้ว L-Carnitine ยังมีความสำคัญและมีประโยชน์ต่อร่างกายในอีกหลายๆด้าน ดังนั้นเรามาเริ่มทำความรู้จักและเข้าใจสารอาหารชนิดนี้กันให้มากขึ้นแหล่งที่มาของ L-Carnitine L-Carnitine เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่ร่างกายผลิตได้เองจากตับและไต โดยสามารถสังเคราะห์จากกรดอะมิโน2ชนิด คือ ไลซีน (Lysine) และ เมไทโอนีน(Methionine) พร้อมกับอาศัยตัวเร่งให้เกิดการสังเคราะห์ (Catalyst)ได้แก่ วิตามิน C, วิตามิน B3 (Niacin),วิตามิน B6 (Pyridoxin) และธาตุเหล็ก ในอาหารเราจะพบสาร L-Carnitine ได้ในอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ เนื้อแดง นม ผลิตภัณฑ์จากนม ผลไม้ ได้แก่ ผลอะโวกาโด(Avocado) ธัญพืช ผักใบเขียว ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วหมัก ดังนั้นผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นประจำอาจเกิดปัญหาร่างกายขาดแคลน L-Carnitine ได้หน้าที่หลักของ L-Carnitine L-Carnitine ที่ ถูกสร้างขึ้นในร่างกายจะถูกนำไปเก็บสะสมไว้ที่กล้ามเนื้อลายเช่น กล้ามเนื้อตามแขน ขา ของเรานั่นเอง นอกจากนี้ยังถูกลำเลียงไปเก็บที่กล้ามเนื้อหัวใจ สมองและสเปิร์ม หน้าที่หลักของ L-Carnitine คือการช่วยลำเลียงโมเลกุลไขมันเล็กๆ เข้าสู่ Mitochondria เพื่อใช้ในเซลล์ต่างๆ ซึ่งเป็นการนำพาไขมันต่างๆไปเปลี่ยนเป็นพลังงานนั่นเอง ดังนั้นหากร่างกายขาดสาร L-Carnitine หรือ มีไม่เพียงพอที่จะนำพาโมเลกุลไขมันไปเผาผลาญจะเกิดปัญหาสุขภาพอันเนื่องมา จากร่างกายมีการสะสมของไขมันมากเกินไป และจะเกิดผลเสียตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นความอ้วน และการสะสมของไขมันตามหลอดเลือดซึ่งอาจ จะส่งผลต่อการยืดหยุ่นของหลอดเลือดและนำมาซึ่งปัญหาไขมันในเลือดสูง และความดันโลหิตสูงตามมาได้ นอกจากนี้ ยังอาจเกิดการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อแขนขา อ่อนเพลีย ซึม และเหนื่อยง่ายประโยชน์ของ L-Carnitine
1) การลดน้ำหนัก ในกลุ่มคนที่มีความต้องการลดน้ำหนักหรือลดไขมันสะสม L-Carnitine เป็นทางเลือกที่ดีของผู้ที่ประสงค์จะลดน้ำหนักด้วยสารจากธรรมชาติ เนื่องจากมีการทดลองนำเอา เซลล์ไขมัน ( Adipose Tissue ) ของคนอ้วนมาทำการวิเคราะห์พบว่าในเนื้อเยื่อดังกล่าวแทบจะไม่มี L-Carnitine เหลืออยู่เลย และมีผลการวิจัยที่ยืนยันว่า L-Carnitine มีส่วนช่วยในการเผาผลาญไขมัน และลดน้ำหนักลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ในหมู่ของนักกีฬายกน้ำหนักหรือผู้ชายที่ออกกำลังกายยกน้ำหนัก จะใช้ L-Carnitine เพื่อต้องการเสริมสร้างกล้ามให้ได้รูปชัดเจนขึ้น เนื่องการมีการนำไขมันจากบริเวณดังกล่าวไปใช้เผาผลาญเป็นพลังงงาน L-Carnitine ซึ่งแม้ว่าจะพบมากในสัตว์เนื้อแดงก็ตาม แต่ปริมาณที่ได้จากการทานใน 1 วัน จะให้กรดอะมิโนดังกล่าวเพียง 50-200 mg.เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงไขมันสะสมไปเป็นพลังงาน ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำปริมาณที่เหมาะสมของ L-Carnitine สำหรับการลดน้ำหนักที่ขนาด 500-2,000 mg. ต่อวัน
2) เพิ่มสมรรถภาพในการออกกำลังกาย L-Carnitine มี ผลช่วยให้ร่างกายมีสมรรถภาพในการออกกำลังกายได้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากพลังงานจากไขมันส่วนหนึ่งจะไปช่วยเสริมสมรรถภาพทางร่างกายให้แข็ง แรงขึ้นได้ สามารถออกกำลังกายได้นานขึ้น มีความทนทานมากขึ้นและป้องกันเนื้อเยื่อไม่ให้เกิดความเสียหายอันเนื่องมา จากปริมาณออกซิเจนในเซลล์ไม่เพียงพอ ซึ่งมีผลงานวิจัยที่สนับสนุนว่า ในการให้นักกีฬาที่มีอาการของโรคร่างกายอ่อนเพลียเรื้อรัง 7 คน รับประทาน L-Carnitine เสริมกับการฝึกซ้อม พบว่านักกีฬาสามารถออกกำลังกายได้นานขึ้นโดยปราศจากอาการอ่อนเพลีย โดย L-Carnitine ช่วยให้นักกีฬาทั้ง 7 คน มีสมรรถภาพทางการวิ่งได้เร็วขึ้นเฉลี่ย 6%
3) ผลดีต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ L-Carnitine ทำให้ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์(Ttriglycerides)อยู่ในระดับต่ำและช่วยเพิ่มระดับ คอเรสเตอรอลที่มีประโยชน์ (HDL-คอ เรสเตอรอล) ในเลือด ดังนั้นจึงช่วยลดภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือดซึ่งเป็นสาเหตุของโรคความดัน โลหิตสูงตามมา นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคหัวใจโดยมีผลทำให้สุขภาพโดยรวมของหัวใจดีขึ้น และช่วยป้องกันการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวด้วย
4) เพิ่มสมรรถภาพของระบบสืบพันธุ์ในผู้ชาย การศึกษาทางการแพทย์พบว่าในการผลิตเชื้ออสุจิ ( sperm ) จำเป็นต้องใช้ L-Carnitine เพื่อการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์ของอสุจิ และในการวิจัยพบอีกว่า ในท่อนำอสุจิมีปริมาณของ L-Carnitine เข้มข้นอยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากเชื้ออสุจิต้องการพลังงานในการ oxidation และเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไขมันให้อยู่ในรูป Mitochondria ซึ่งมีส่วนสำคัญในการให้พลังงานกับอสุจิเพื่อใช้ในการสร้างส่วนหางเพื่อการ เคลื่อนที่ที่รวดเร็วของอสุจิ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้ L-Carnitine ในปริมาณที่เข้มข้น
จากผลการวิจัยพบว่าการเสริม L-Carnitine สามารถช่วยให้ผู้ป่วยที่เป็นโรค idiopathic asthenospermia หรือเรียกว่า โรคเกี่ยวกับการที่อสุจิเคลื่อนที่ช้าผิดปกติมีอาการดีขึ้นได้ โดยการวิจัยกับผู้ป่วยจำนวน 100 คน ให้รับประทาน L-Carnitine ขนาด 3 กรัม/วัน เป็นเวลา 4 เดือน พบว่าผู้ป่วยทุกคนมีอาการดีขึ้น โดยมีการเคลื่อนที่ของอสุจิเพิ่มขึ้น และยังช่วยในการเพิ่มจำนวนของตัวอสุจิมากขึ้นด้วย และมีผลการวิจัยที่คล้ายคลึงกัน โดยให้ผู้ป่วย asthenospermia รับประทาน L-Carnitine ขนาด 3 กรัม/วัน
เช่นเดียวกันเพื่อวัดความเร็วของอสุจิ พบว่ามีผู้ป่วย 37 คน จากทั้งหมด 47 คน ที่มีความเร็วของอสุจิเพิ่มขึ้นและทุกคนมีค่าเฉลี่ยของจำนวนตัวอสุจิเพิ่ม ขึ้นเช่นเดียวกับงานวิจัยแรกขนาดที่ใช้และ
ข้อแนะนำในการรับประทานL-Carnitine ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการรับประทานL-Carnitine เพื่อให้ผลในการลดปริมาณไขมันในร่างกายนั้นจะต้องรับประทานควบคู่กับโปรแกรม การออกกำลังกาย
เนื่องจากลักษณะการทำงานของL-Carnitine นั้นเป็นการทำงานตามธรรมชาติ นั่นคือจะทำงานมากขึ้นเมื่อร่างกายมีการออกกำลังกายหรือมีความต้องการ พลังงานอย่างมาก ร่างกายของเราจะดึงเอาL-Carnitineมา ใช้เพื่อช่วยดึงเอาไขมันที่สะสมอยู่ตามแหล่ง ๆ ของร่างกายให้ถูกย่อยสลายออกเป็นกรดไขมันอิสระในเลือด แล้วนำเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปย่อยสลายหรือเผาผลาญเป็นพลังงานตามความต้องการ ของร่างกายอีกต่อหนึ่ง ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานคือ วันละ 500 ถึง 2,000 มิลลิกรัม ในนักกีฬาหรือคนที่รับประทาน L-Carnitineเสริม สำหรับการเล่นกีฬา เพื่อช่วยในการสลายไขมันและช่วยทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อดีขึ้น ก็ควรต้องหยุดใช้เพื่อให้กล้ามเนื้อได้พักบ้างอย่างน้อยเดือนละ 1 อาทิตย์ โดยไม่แนะนำให้รับประทานติดต่อกันเกินกว่า 6 เดือน เนื่องจากอาจจะทำให้ร่างกายของเราขาดกรดอะมิโนชนิดอื่น ๆ อีก 19 ชนิดได้ แต่ในผู้ที่มีความจำเป็นต้องรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานานให้หยุดพักทุก 6 เดือน แล้วในระหว่างที่หยุดพักควรรับประทานกรดอะมิโนชนิดอื่น ๆ ให้ครบทั้ง 20 ชนิดร่วมด้วย และการรับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ นม หรือไข่ ก็พบว่าสามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้เช่นกันผลข้างเคียงและข้อควรระวังในการรับประทาน L-Carnitine เนื่องจาก L-Carnitineเป็นสารที่ได้จากธรรมชาติ ดังนั้นยังไม่มีการวิจัยใดที่พบว่าการรับประทาน L-Carnitineจะ ทำให้เกิดอาการข้างเคียงหรือเกิดความเป็นพิษ โดยเฉพาะหากรับประทานตามขนาดที่แนะนำ แต่ก็มีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าถ้ากินเข้าไปมากขนาด 5 กรัม ต่อวัน หรือมากกว่าอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ ส่วนอาการข้างเคียงอื่น ๆ ที่อาจพบได้ เช่น มีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น มีกลิ่นตัวและเกิดอาการผื่นแดง สำหรับคนที่มีอาการแพ้ต่อ อาหารโปรตีน เช่น ไข่ นมหรือข้าวสาลีไม่ควรกินผลิตภัณฑ์ที่เสริม แอล-คาร์นิทีนเป็นอันขาด รวมถึงคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับและไต เด็กที่มีอายุยังไม่ถึง 2 ขวบและสตรีมีครรภ์ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้ ถ้าจำเป็นก็ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

อย. เผยผลตรวจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอันตรายลักลอบใส่ยาควบคุมพิเศษ




อย. เผยผลตรวจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอันตรายลักลอบใส่ยาควบคุมพิเศษ "ไซบูทรามีน" อย. ประกาศผลการตรวจพิสูจน์อาหาร พบ "ไซบูทรามีน" ซึ่งเป็นยาลดความอ้วนและเป็นยาควบคุม พิเศษลักลอบใส่ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 5 รายการ คือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลลาทิน อมาธิส, ผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารออนท็อพโกลด์, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลลาทิน แม็กซ์ลิม, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ชนิดแคปซูล เอส พลัส โกลด์ 2 เครื่องหมายการค้า พีจี แอนด์ พี และ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารผงถั่วเหลืองผสมสาหร่าย สไปรูลิน่า ชนิดแคปซูล เนเจอร์แพล็นท์ เอส พลัส เครื่องหมายการค้า พีจี แอนด์ พี จึงจัดเป็นอาหารที่ไม่บริสุทธิ์ และมีอันตรายต่อผู้บริโภค อย. ได้สั่งงดนำเข้า งดจำหน่ายและกำลังดำเนินคดีตามกฎหมาย นพ.นรังสันต์ พีรกิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการ อาหารและยา (อย.) ได้รับการร้องเรียนจากผู้บริโภคว่าเมื่อซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมารับประทานแล้วมี อาการปากแห้ง คอแห้ง นอนไม่หลับ ใจสั่น จึงสงสัยว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจมีส่วนผสมของยา ดังนั้น เมื่อวันที่ 8 และ 10 กันยายน 2551 อย. ได้เก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาตรวจวิเคราะห์ คุณภาพทาง วิชาการ ที่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผลปรากฏว่า พบ "ไซบูทรามีน" (sibutramine) ซึ่งเป็นยาลดความ อ้วนและเป็นยาควบคุมพิเศษที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์และขายได้เฉพาะ ในสถานพยาบาลเท่านั้น ผสมอยู่ใน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 5 รายการ ดังนี้ 1. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คอลลาทิน อมาธิส เลขสารบบอาหาร 10-3-21947-1-0002 จำนวน 3 รุ่นการผลิต คือ Batch No.APLS08004 Best Before 042011, Batch No. APLS08007 Best Before 062011 และ Batch No. APLS08008 Best Before 082011

2. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ออนท็อพโกลด์ เลขสารบบอาหาร 10-3-01541-1-0008 รุ่นการผลิต Batch No. OGLV08005 Best Before 082011 3. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คอลลาทิน แม็กซ์ลิม เลขสารบบอาหาร 10-3-21947-1-0003 จำนวน 3 รุ่นการผลิต คือ รุ่น Batch No. LVCAM08009 Best Before 082011, Batch No. LVCAM08010 Best Before 082011 และ Batch No. LVCAM08011 Best Before 082011 ทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์ ฉลากระบุนำเข้าและจำหน่ายโดย บริษัท เพนดูรา ไลฟ์ วิชั่นส์ เลขที่ 8/108 หมู่ 3 ถนนเกษตรนวมิทร์ แขวงจระเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพ ฯ 4. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ชนิดแคปซูล เอส พลัส โกลด์ 2 เครื่องหมายการค้า พีจี แอนด์ พี เลขสารบบอาหาร 11-1-48241-1-0210 จำนวน 3 รุ่นการผลิต คือ รุ่น MFG 06/2008 EXP 06/2010, รุ่น MFG 07/2008 EXP 07/2010 และรุ่น MFG 08/2008 EXP 08/2010 ผลิตโดย บริษัท แอดสโก ดรัคส จำกัด เลขที่ 49/1 ซอยพัฒนาชุมชน1 ถนนศรีนครินทร์ หมู่ที่ 16 ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ จัดจำหน่ายโดย บริษัท พีจีแอนด์พี เน็ตเวอร์ค จำกัด เลขที่ 542 ซอยรัชดาภิเษก 26 ถนนรัชดาภิเษก แขวง- ลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพ ฯ 5. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารผงถั่วเหลืองผสมสาหร่าย สไปรูลิน่า ชนิด แคปซูล เนเจอร์แพล็นท์ เอส พลัส เครื่องหมายการค้า พีจี แอนด์ พี เลขสารบบอาหาร 10-1-21142- 1-0018 รุ่นการผลิต MFG 05/2008 EXP 05/2010 ผลิตและแบ่งบรรจุ โดยบริษัท สยามไบโอเบสท์ จำกัด เลขที่ 302 ถนนศรีวราทาวน์อินทาวน์ แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพ ฯ จัดจำหน่ายโดย บริษัท เพรสซิ เด็นท์ เกรน พรอดักท์ จำกัด เลขที่ 49 ซอยวิภาวดีรังสิต 38 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพ ฯ


จึงถือว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั้ง 5 รายการดังกล่าวเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ ซึ่งผู้ใดผลิต นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือ จำหน่ายอาหารไม่บริสุทธิ์ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ อย. ได้สั่งให้ทางบริษัทผู้นำเข้างดนำเข้าและขอให้ผู้จำหน่ายงดจำหน่ายรวมทั้งให้เรียกคืน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ดังกล่าว นอกจากนี้ยังได้แจ้งไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อขอความร่วมมือให้ตรวจสอบ การจำหน่ายพร้อมเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์เสริมอาหารรุ่นการผลิตดังกล่าว ส่งตรวจวิเคราะห์หาไซบูทรามีน เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย รองเลขาธิการ ฯ กล่าวในตอนท้ายว่า ขอให้ผู้บริโภคระมัดระวังในการเลือกซื้อ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และอย่าซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั้ง 5 รายการ ในรุ่นการผลิตดังกล่าว ทั้งนี้ ยาไซบูทรามีน ที่พบลักลอบ ผสม ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น เป็นยาที่ผู้บริโภคไม่ควรบริโภคเองโดย ไม่ได้อยู่ในการดูแลของแพทย์ เพราะ เป็นยาที่มีผลข้างเคียง ที่พบบ่อยคือ ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง และหัวใจเต้นเร็ว แม้จะไม่มากนักแต่มีผลให้ ผู้ป่วยประมาณร้อยละ 5 จำเป็นต้องหยุดยา ส่วนผลข้างเคียงอื่น ๆ ได้แก่ ปากแห้ง ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ และ ท้องผูก ยานี้ไม่ควรใช้ในผู้ป่วย โรคหัวใจขาดเลือด ผู้ป่วยที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ดี ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ตีบ ผู้ป่วยโรคตับ ผู้ป่วยโรคไต ผู้ที่มีโรคต้อหิน รวมไปถึงหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร เป็นต้น ทั้งนี้ หาก ผู้บริโภคพบเห็นผลิตภัณฑ์รุ่นดังกล่าววางจำหน่าย หรือแม้กระทั่งพบการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หลอกลวงผู้บริโภค เช่น อ้างสรรพคุณในการรักษาโรค หรืออ้างว่าสามารถลดความอ้วนได้ ขอให้ร้องเรียน มายังสายด่วน อย. โทร 1556 เพื่อ อย. จะได้ตรวจสอบ และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

วันมอร์ไลฟ์






บริษัทฯ มีนโยบาย มุ่งเน้นที่จะสนับสนุนให้สายงานต่างๆ ทำงาน และสามารถต่อสายงานได้ง่ายและตลอดไปโดย ไม่มีอุปสรรค และมุ่งหวังพัฒนาสินค้าในสายผลิตภัณฑ์เพื่อ สุขภาพและความงามเท่านั้น ผลิตภัณฑ์ที่ผลิต จะต้องมาจาก วัตถุดิบที่มีคุณภาพสูงและผลิตภัณฑ์ต้องมีความหลากหลายตามความต้องการ ดังคำขวัญที่ตั้งไว้
" เพื่อคุณ... เพื่ออนาคตที่ดีกว่า "